บทวิเคราะห์: 6 เดือนผ่านไปแล้ว ทำไมโควิด-19 ยังไม่เลิกคุกคามทั่วโลก?

ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว เพราะเหตุใด “โรคโควิด-19” จึงยังแพร่ระบาดหนักอยู่อีก บทวิเคราะห์ชิ้นนี้มีคำตอบที่รวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายคนจากทั่วทุกมุมโลกมาไขคำตอบให้ทำความเข้าใจกัน

ทั่วโลกต่างเป็นประจักษ์พยานการพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่พุ่งทะยานรายวันไม่หยุด จนสถิติผู้ป่วยสะสมทั่วโลกในช่วงสัปดาห์นี้จะทะลุเกิน 13 ล้านรายเข้าไปแล้ว

สถิติผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศจำเป็นต้องระงับแผนผ่อนคลายมาตรการจำกัดด้านการใช้ชีวิตของประชาชนและการทยอยเปิดภาคเศรษฐกิจไว้ก่อน และต้องกลับมาดำเนินมาตรการล็อกดาวน์อีกครั้งในหลายเมือง ตั้งแต่ทางยุโรปตะวันตกจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้โรงพยาบาลหลายแห่งในสหรัฐฯ ยังเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยที่ล้นเกินรับอีกครั้ง ราวกับเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่ที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นอีก

เกือบครึ่งปีแล้วนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด-19 ทว่าบางประเทศยังคงดิ้นรนหาหนทางลดจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อขณะผลักดันนโยบายปลดล็อกก่อนเวลาอันสมควรไปพร้อมกัน บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญกล่าว

เมื่อทั่วโลกเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติการเพื่อยุติการระบาดใหญ่อย่างถาวร เป็นวงกว้าง และอิงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์
สถิติใหม่วันแล้ววันเล่า

สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคร้ายนี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อกว่า 3 ล้านราย รองลงมาคือ บราซิล ซึ่งมีผู้ป่วยเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบด้วยรัฐทั้งหมด 50 แห่ง เริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์บางส่วนในเดือนพฤษภาคม และกำลังเผชิญการกลับมาของผู้ป่วยใหม่ โดยมีรัฐฟลอริดา แคลิฟอร์เนีย และเท็กซัสที่สร้างสถิติผู้ป่วยใหม่รายวันสูงสุดอีกครั้ง

ฟลอริดาทำสถิติผู้ป่วยรายวันทะลุ 10,000 รายจนดันยอดสะสมสูงกว่า 200,000 รายแล้ว ขณะที่โรงพยาบาลมากกว่า 40 แห่งในรัฐแห่งนี้ เปิดเผยว่ามีการรับผู้ป่วยแผนกไอซียูจนเต็มขีดจำกัดแล้วเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) หน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่งถูกบังคับให้ปิดชายหาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ไม่ใส่หน้ากากและไม่รักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเหมาะสม

สถานการณ์ที่ว่าน่าขนหัวลุกสักเพียงใด ก็อาจยังไม่เท่ากับการได้เห็นของจริง โดยช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) กล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงกว่าที่มีการรายงานถึง 10 เท่า

เมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนว่า “มีสถานการณ์มากมายที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในการเปิดรัฐและเมืองต่างๆ ในแง่ของการกลับสู่ภาวะปกติบางรูปแบบ ที่นำไปสู่การทำลายสถิติผู้ติดเชื้อครั้งใหม่ของสหรัฐฯ”

แม้จะถูกโจมตีเรื่องการจัดการกับการระบาดใหญ่ที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทว่าทำเนียบขาวยังคงยืนกรานหนักแน่นว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลมาจากการตรวจหาผู้ติดเชื้อที่มากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายคนไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างนี้

โพลิติโก สื่อของสหรัฐฯ ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ว่า สหรัฐฯ ยังไม่เข้าใจความสำคัญของการตรวจหาผู้ติดเชื้อ จึงไม่อาจยุติการระบาดใหญ่ในช่วง 6 เดือนได้

“นักการเมืองที่กล่าวถึง ‘จำนวนผู้เข้ารับการทดสอบที่สูงขึ้น’ และ ‘อัตราการเสียชีวิตและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่ลดลง’ ว่าเป็นสัญญาณที่ดี ล้วนแต่พยายามบิดเบือนความเป็นจริง” โรเบิร์ต สคูลลีย์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ สาขาโรคติดเชื้อและสาธารณสุขทั่วโลก แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียกล่าว “ปัญหาอยู่ที่ตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การทดสอบที่เพิ่มขึ้น”

“เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ตอบโต้ช้าเกินไป และหน่วยงานรัฐไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะยับยั้งหายนะอันเกิดจากการระบาดใหญ่นี้” โรเบิร์ต ลอว์เรนซ์ คุห์น ประธานมูลนิธิคุห์น กล่าว
สมดุลที่เปราะบาง

ยังมีอีกหลายเมืองในประเทศอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจปลดล็อกก่อนเวลาอันควร และผ่อนคลายมาตรการป้องกันและควบคุม เช่น รัฐบาลในภูมิภาคทางตอนเหนือของสเปนที่จำต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการจำกัดช่วงสุดสัปดาห์อีกครั้ง เพื่อยับยั้งการเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ขณะที่รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ประกาศล็อกดาวน์ 6 สัปดาห์เมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) รวมถึงประกาศปิดพรมแดนของทั้งประเทศ

ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อใหม่ในตะวันออกกลาง ซึ่งบางประเทศพยายามที่จะกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งพร้อมออกมาตรการป้องกันที่ไม่มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ทำลายสมดุลที่เปราะบางระหว่างการปลดล็อกและการควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสที่รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงบทบาทชี้นำ ต้องมีการสังเกตการณ์ ความรอบคอบ และความเพียรของทุกฝ่ายทั่วประเทศ

ด้านตุรกีพบตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวลตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. หลังการเปิดพื้นที่สาธารณะในวันที่ 1 มิ.ย. โดยขณะนี้ตุรกียังคงพบผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1,000 รายต่อวัน จึงจำเป็นต้องบังคับใช้คำสั่งสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ

“เหตุผลที่ผู้ป่วยใหม่รายวันของเรามีมากกว่า 1,000 ราย นั่นเพราะพวกเขาไม่ปฏิบัติตามกฎ” ฟาห์เรตติน โคกา รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขตุรกีกล่าวเมื่อวันจันทร์

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมารัฐบาลอิสราเอลได้ออกข้อจำกัดหลายประการรวมถึงการปิดยิม บาร์ ไนต์คลับ และสถานที่จัดกิจกรรม รวมถึงจำกัดจำนวนผู้มานมัสการในโบสถ์ หลังผ่านพ้นการผ่อนคลายมาตรการจำกัดเพียงไม่กี่สัปดาห์

“เราจำเป็นต้องบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ หลังจากเห็นการชุมนุมของผู้คน 1,000 คนที่ไม่สวมหน้ากาก ผู้คนยังรักษาระเบียบวินัยไม่มากพอ และรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการอย่างแข็งขัน” ซีริล โคเฮน รองคณบดีคณะธรรมชาติ มหาวิทยาลัยบาร์-อิลาน กล่าวถึงการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในอิสราเอล

จีนา ทัมบีนี ตัวแทนประเทศโคลัมเบียในองค์การสุขภาพของภาคพื้นอเมริกา (PAHO) ได้ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่หลากหลายของแต่ละเมืองในแต่ละประเทศ และแนะนำว่าไม่ควรผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ลงจนกว่าความเร็วในการแพร่ระบาดจะอยู่ภายใต้การควบคุม

“รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลระดับชาติจะต้องยอมให้การเปลี่ยนแปลงของการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นเป็นตัวกำหนดเวลาในการวางมาตรการต่างๆ และการปลดล็อก โดยมีเป้าหมายคือทำให้ยอดผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญก่อนที่จะผ่อนคลายข้อจำกัดใดๆ ” เธอกล่าว
ขาดความร่วมมือ

นอกจากการบังคับใช้แนวทางต่างๆ จากหน่วยงานท้องถิ่นแล้ว การปลดล็อกอย่างชาญฉลาดและรอบคอบ อีกทั้งความร่วมมือระดับโลกที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดใหญ่กลับพยายามแยกตัวออกจากความร่วมมือระดับโลก โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ส่งแถลงการณ์ประกาศถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ไปยังองค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีค่าเท่ากับการถอนตัวออกจากทั่วโลกท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ระหว่างที่สถานการณ์ระบาดใหญ่ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ได้ออกมากล่าวว่า ทุกประเทศที่ยังเผชิญกับโรคระบาดโควิด-19 จะต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ให้เข้ากับโรคร้ายนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

“เราได้เห็นการกระทำที่แสนอบอุ่นจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งความพยายามเพื่อฟื้นฟูสถานการณ์ ความสร้างสรรค์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความเมตตา แต่ขณะเดียวกัน เรายังเห็นสัญญาณมากมายเกี่ยวกับการสร้างมลทิน การบิดเบือนข้อมูล และการโยงไวรัสเข้ากับการเมือง” ผอ.องค์การอนามัยโลกระบุ

สี่เฉิน ศาสตราจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล และประธานของหน่วยงานวิจัยนโยบายด้านสุขภาพและการจัดการของจีน ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า “เรากำลังประสบกับโลกาภิวัตน์อันปราศจากธรรมาภิบาลระดับโลก ซึ่งเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของมนุษย์ในการเผชิญกับโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงเฉกเช่นโควิด-19”

เฉินเรียกร้องให้มีการปรับปรุงความร่วมมือระดับโลกในการต่อสู้กับการระบาดใหญ่ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การติดตามและตรวจจับไวรัส การรายงานข้อมูลให้แก่องค์การนานาชาติอย่างทันท่วงที การแบ่งปันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการแบ่งปันประสบการณ์ในการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19

“มาตรการการรักษาระยะห่างทางสังคมและการสวมหน้ากากในจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก ทำให้การแพร่กระจายของไวรัสช้าลงอย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าว

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวในงานฉลองวันวิสาขบูชา 2020 ที่จัดขึ้นทางออนไลน์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า มีเพียงความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้นที่ “จะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตการณ์นี้”

“ด้วยการเสริมสร้างสัมพันธ์ระหว่างสังคมเท่านั้นที่จะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ของเราให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังจะช่วยสร้างโลกที่แข็งแกร่ง เท่าเทียม ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นธรรมยิ่งขึ้น” เลขาธิการยูเอ็น สรุปปิดท้าย

RELATED POST

ซื้อหรือไม่?เผยจุดยืนลิเวอร์พูลกรณีมีข่าวกับเคียซ่า

สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของอังกฤษ ระบุ ลิเวอร์พูล ไม่คิดที่จะเดินเรื่องล่า เฟเดริโก้ เคียซ่า แนวรุกทีมชาติอิตาลีของ ยูเวนตุส ต่อให้จะสนใจในตัวเขาจริงๆ ก็ตาม ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่คิดที่จะเดินแผนล่าตัว เฟเดริโก้ เคียซ่า ปีกทีมชาติอิตาลีในช่วงซัมเมอร์นี้แต่อย่างใด ตามรายงานของ…

ส่อแห้วหมด! ‘ฮาแลนด์’ แย้มไม่ย้าย

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ดาวยิงเนื้อหอมของ โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ ทีมดังในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ออกมาแย้มเป็นนัยว่าเขาอาจอยู่ค้าแข้งกับ “เสือเหลือง” ต่อไป แม้จะได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่หลายทีมในยุโรป หลังหัวหอกทีมชาตินอร์เวย์ ระบุว่าเขากำลังตั้งตารอที่จะได้เล่นร่วมกับ ดอนเยลล์ มาเลน ปีกทีมชาติฮอลแลนด์ ที่เพิ่งย้ายมาค้าแข้งในถิ่นซิกนัล อิดูนา ปาร์ก…

ต้านเดลตาไม่ไหว!อเมริกากลับลำแนะนำคนฉีดวัคซีนแล้วสวมหน้ากากสกัดโควิด

อเมริกันชนที่วัคซีนต้านโควิด-19 ครบแล้ว ควรกลับไปสวมหน้ากากอีกครั้งยามอยู่ในสถานที่สาธารณะในร่ม ตามภูมิภาคต่างๆที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะตัวกลายพันธฺุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันประธานาธิบดีโจ ไบเดน เผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาบังคับลูกจ้างรัฐฉีดวัคซีน เชื่อเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับหลีกเลี่ยงล็อกดาวน์อีกรอบ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ(ซีดีซี) ยังแนะนำให้นักเรียนทุกคนและครูสอนตามโรงเรียนอนุบาลจนถึงเกรด 12 สวมหน้ากากโดยไม่พิจารณาว่าฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ ขณะที่ซีดีซีเชื่อว่าเด็กๆน่าจะกลับคืนสู่ชั้นเรียนในห้องเรียนและเต็มเวลา ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ภายใต้ยุทธศาสตร์การป้องกันอย่างเหมาะสม การกลับลำคำแนะนำจากที่เคยแถลงเมื่อเดือนพฤษภาคมของทางซีดีซีในครั้งนี้ กระตุ้นประชาชนชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องควานหาหน้ากากปกปิดใบหน้าตนเอง สหรัฐฯเป็นชาติลำดับต้นๆที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงที่สุดในโลก คิดเป็น…

โต้ผลวิจัย! ‘อินเดีย’ ยันยอดตายโควิด-19 ไม่ถึง ‘หลายล้านคน’

รัฐบาลอินเดียออกมาปฏิเสธผลการศึกษาในต่างประเทศที่อ้างว่า มีประชากรแดนภารตะเสียชีวิตจากโควิด-19 ไปแล้ว “หลายล้านคน” หรือมากกว่าตัวเลข 420,000 คนที่รัฐบาลประกาศหลายเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียยอมรับว่าหลายรัฐกำลังมีการ “แก้ไข” ข้อมูลตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในช่วงของการระบาดใหญ่เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. เมื่อวันอังคาร (20) สถาบันวิจัย Center for Global Development ในสหรัฐฯ…